วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สังขตลักษณะ

               บทว่า สํขตสฺส ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายมารวมกันสร้าง (ปรุงแต่ง). เครื่องหมายที่เป็นเหตุให้หมายรู้ว่า สิ่งนี้อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ชื่อว่าสังขตลักษณะ. 

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิสัยแห่งฤทธิ

เรื่องเมืองพาราณสี [๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล สกุลอุปัฏฐากของท่านพระปิลินทวัจฉะในเมืองพาราณสี ถูกพวกโจรปล้น และเด็ก ๒ คน ถูกพวกโจรนำตัวไป ครั้งนั้นท่านพระปิลินทวัจฉะนำเด็ก ๒ คน นั้นมาด้วยฤทธิ์แล้วให้อยู่ในปราสาท ชาวบ้านเห็นเด็ก ๒ คน นั้นแล้ว ต่างพากันเลื่อมใสใน
ท่านพระปิลินทวัจฉะเป็นอย่างยิ่งว่า นี้เป็นฤทธานุภาพของพระปิลินทวัจฉะ ภิกษุทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระปิลินทวัจฉะจึงได้นำเด็กที่ถูกพวกโจรนำตัวไปแล้ว คืนมาเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะวิสัยแห่งฤทธิ์ของภิกษุผู้มีฤทธิ์.


http://etipitaka.com/read/thai/1/287/?keywords=%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

มาตุคาม

ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถทราบซึ้งถึงถ้อยคำเป็นสุภาษิต ทุพภาษิต วาจาชั่วหยาบ และสุภาพ


http://etipitaka.com/read/thai/1/550/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%97%E0%B8%A3

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ใครเป็นศาสดาของ ท่าน? หรือท่านชอบธรรมของใคร?.



ใครเป็นศาสดาของ ท่าน? หรือท่านชอบธรรมของใคร?. เมื่ออุปกาชีวกกราบทูลอย่างนี้แล้ว. พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระคาถาตอบอุปกาชีวกว่าดังนี้

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้ว ในธรรมทั้งปวง ละธรรมเป็นไปในภูมิสามได้หมด พ้นแล้วเพราะ ความสิ้นไปแห่งตัณหา เราตรัสรู้ยิ่งเองแล้ว จะพึง อ้างใครเล่า อาจารย์ของเราไม่มี คนเช่นเรา ก็ไม่มี บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มี ในโลกกับ ทั้งเทวโลก เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก เราเป็นศาสดา หาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้ เราผู้เดียวเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เราเป็นผู้เย็นใจ ดับกิเลส ได้แล้ว เราจะไปเมืองในแคว้นกาสี เพื่อ ประกาศธรรมจักรให้เป็นไป เราจะตีกลองประกาศ อมตธรรมในโลกอันมืด เพื่อให้สัตว์ได้ธรรมจักษุ

อุปกาชีวกทูลว่า ดูกรอาวุโส ท่านปฏิญาณโดยประการใด ท่านควรเป็นผู้ชนะหาที่สุด มิได้ โดยประการนั้น. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลเหล่าใดถึงความสิ้นอาสวะแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อว่า เป็นผู้ชนะเช่นเรา ดูกรอุปกะ เราชนะธรรมอันลามกแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ชนะ. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุปกาชีวกทูลว่า เป็นให้พอเถิด พ่อ ดังนี้ แล้ว สั่นศีรษะ ถือเอาทางผิดเดินหลีกไป. เรื่องอุปกาชีวก จบ




.http://etipitaka.com/read/thai/4/13/?keywords=%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2

มีอมตะเป็นปริโยสาน

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นชอบอัน บุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มี อมตะเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว


http://etipitaka.com/read/thai/37/832/?keywords=%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88


เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่งเปรต

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิด ฯลฯ ความตั้งใจผิด อันบุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ฯลฯ เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่งเปรต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว
http://etipitaka.com/read/thai/37/832/?keywords=%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บารมี

บารมี (บาลีpāramīสันสกฤตpāramitā) ปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น พระพุทธเจ้า พระอสีติมหาสาวก เป็นต้น

เถรวาท

ในนิกายเถรวาทมี 10 อย่าง จึงเรียกว่า ทศบารมี หรือ บารมี ๑๐ คือ กำลังใจที่ต้องทำให้เต็ม ไม่พร่อง 10 นี้ได้แก่
  1. ทาน การให้
  2. ศีล การรักษาศีลให้เป็นปกติ
  3. เนกขัมมะ การออกจากกาม
  4. ปัญญา ความรู้
  5. วิริยะ ความเพียร
  6. ขันติ ความอดทนอดกลั้น
  7. สัจจะ ความตั้งใจจริง เอาจริง จริงใจ
  8. อธิษฐาน ความตั้งใจมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง
  9. เมตตา ความรักด้วยความปรานี
  10. อุเบกขา ความวางเฉย



มหายาน

พระสูตรมหายาน เช่น ปรัชญาปารมิตาสูตร สัทธรรมปุณฑรีกสูตร เป็นต้น ถือว่าบารมีมี 6 ประการได้แก่
  1. ทาน
  2. ศีล
  3. ขันติ
  4. วิริยะ
  5. ฌาน
  6. ปัญญา
แต่ในคัมภีร์ทศภูมิกสูตร ได้เพิ่มอีก 4 ข้อ รวมเป็นบารมี 10 4 ข้อนั้นได้แก่
  1. อุบาย
  2. ปณิธาน
  3. พละ
  4. ญาณ