พุทธพจน์
เดรัจฉานภูมิเปรียบเหมือนหลุมที่ลึกยิ่งกว่าช่วงตัวมนุษย์ และเต็มไปด้วยอุจจาระ
หลุมนี้ย่อมไม่นำความสุขมาสู่ผู้กำลังร้อน เหนื่อย และหิวกระหายอยู่ก่อน ถ้ายังเดินหลงมาตามทางที่จะพลัดตกลงไปในหลุมอุจจาระนี้อีก
ในที่สุดเขาย่อมพบกับความเน่าเหม็นเป็นทุกข์อย่างฉกรรจ์ อีกทั้งยังต้องทุรนทุรายหิวกระหายไม่เลิกด้วย
(มหาสีหนาทสูตร)
เหล่าสัตว์เดรัจฉานแบ่งเป็นจำพวกต่างๆ
คือ
๑) พวกที่มีหญ้าเป็นอาหาร เช่น ม้า โค ลา แพะ และอื่นๆที่กินหญ้าเหมือนกัน
๒) พวกที่กินคูถเป็นอาหาร เช่น ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขป่า และอื่นๆที่กินคูถเหมือนกัน เมื่อได้กลิ่นคูถแต่ไกล ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบไปด้วยหวังว่าจักกินเสียเดี๋ยวนั้น เปรียบเหมือนพวกพราหมณ์เดินไปตามกลิ่นเครื่องบูชาด้วยความตั้งใจว่า จะกินให้ได้เลย จะกินให้ได้เลย
๓) พวกที่เกิด แก่ และตายในที่มืด เช่น ตั๊กแตน มอด ไส้เดือน และอื่นๆที่อยู่มืดๆเหมือนกัน
๔) พวกที่เกิด แก่ และตายในน้ำ เช่น ปลา เต่า จระเข้ และอื่นๆที่อยู่ในน้ำเหมือนกัน
๕) พวกที่เกิด แก่ และตายในของโสโครก เช่น จำพวกที่อาศัยปลาเน่า จำพวกที่อาศัยในศพเน่า จำพวกที่อาศัยในขนมกุมมาสเก่า จำพวกที่อาศัยในน้ำครำ จำพวกที่อาศัยในหลุมโสโครก และอื่นๆที่อาศัยของโสโครกเหมือนกัน
ติรัจฉานกถา [๑๘๒๓] สกวาที สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เทวดามีอยู่ในหมู่ดิรัจฉาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เทวโลกเป็นกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว
ส. แมลง ตั๊กแตน ยุง แมลงวัน งู แมลงป่อง ตะเข็บ ไส้เดือน มี
อยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๒๔] ป. สัตว์ดิรัจฉานไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ช้างตัวประเสริฐ ชื่อ เอราวัณ ยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง มีอยู่
ในหมู่เทวดา มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ช้างตัวประเสริฐ ชื่อเอราวัณ ยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง
มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า สัตว์ดิรัจฉาน
มีอยู่ในหมู่เทวดา
[๑๘๒๕] ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พวกผูกช้าง พวกผูกม้า พวกตะพุ่นหญ้า พวกหัวหน้างาน พวกทำ
อาหารสัตว์ มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น สัตว์ดิรัจฉานก็ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ
ติรัจฉานกถา จบ