วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ภิกษุ

คำว่า ภิกษุนั้น ถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา เหมือนคนกำพร้า มี ความว่า ภิกษุนั้น อันความดำริในกาม ดำริในพยาบาท ดำริในความเบียดเบียน ดำริด้วยทิฏฐิ กระทบ ครอบงำ กลุ้มรุม ประกอบ ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่องซึม หงอยเหงา เหมือนคนกำพร้า คนโง่ คนหลงใหล. นกเค้าคอยดักหนูอยู่ที่กิ่งต้นไม้ ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่องซึม หงอยเหงา ฉันใด สุนัขจิ้งจอกดักจับปลาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่องซึม หงอยเหงา ฉันใดแมวคอยดักจับหนูอยู่ในที่ต่อ ที่ท่อน้ำ และที่ฝั่งน้ำมีเปือกตม ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่องซึม หงอยเหงา ฉันใด ลามีแผลที่หลัง ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่องซึม หงอยเหงาอยู่ในที่โขดเขิน ที่มี น้ำและฝั่งมีเปือกตม ฉันใด ภิกษุนั้น ผู้หมุนไปผิด อันความดำริในกาม ความดำริในพยาบาท ความดำริในความเบียดเบียน ความดำริด้วยทิฏฐิ กระทบ ครอบงำ กลุ้มรุม ประกอบ ย่อม ซบเซา ซึมเซา เซื่องซึม หงอยเหงา ฉันนั้น เหมือนคนกำพร้า คนโง่ คนหลงใหล เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา เหมือนคนกำพร้า.

http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2&language=thai&number=140&volume=29#

เมถุนธรรม





คำว่า เมถุนธรรม มีความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมถุนธรรม. คำว่า ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละเมถุนธรรมเสีย มีความว่า ภิกษุพึงศึกษาแม้อธิศีล พึงศึกษาแม้อธิจิต พึงศึกษาแม้อธิปัญญา เพื่อละ เพื่อสงบ เพื่อสละคืน เพื่อระงับเมถุนธรรม คือ ภิกษุเมื่อนึก เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมจิตไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร เมื่อเข้าไปตั้งสติ เมื่อตั้งจิต ไว้มั่น เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่พึงรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่พึงกำหนดรู้ เมื่อละ ธรรมที่พึงละ เมื่อเจริญธรรมที่พึงเจริญ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่พึงทำให้แจ้ง พึงศึกษา พึง ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติด้วยดี สมาทานประพฤติ ซึ่งสิกขา ๓ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อ ว่า ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละเมถุนธรรมเสีย. เพราะเหตุนั้น




พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า




ยศและเกียรติในกาลก่อนของภิกษุนั้น ย่อมเสื่อมไป ภิกษุเห็นความ

เสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละเมถุนธรรมเสีย.







พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส
หน้าที่ ๑๓๙/๔๙๔ข้อที่ ๒๔๒

http://etipitaka.com/

http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2&language=thai&number=140&volume=29

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

เดรัจฉาน






 พุทธพจน์ 

เดรัจฉานภูมิเปรียบเหมือนหลุมที่ลึกยิ่งกว่าช่วงตัวมนุษย์ และเต็มไปด้วยอุจจาระ
หลุมนี้ย่อมไม่นำความสุขมาสู่ผู้กำลังร้อน เหนื่อย และหิวกระหายอยู่ก่อน ถ้ายังเดินหลงมาตามทางที่จะพลัดตกลงไปในหลุมอุจจาระนี้อีก
ในที่สุดเขาย่อมพบกับความเน่าเหม็นเป็นทุกข์อย่างฉกรรจ์ อีกทั้งยังต้องทุรนทุรายหิวกระหายไม่เลิกด้วย

(มหาสีหนาทสูตร)


 เหล่าสัตว์เดรัจฉานแบ่งเป็นจำพวกต่างๆ
คือ

๑) พวกที่มีหญ้าเป็นอาหาร เช่น ม้า โค ลา แพะ และอื่นๆที่กินหญ้าเหมือนกัน

๒) พวกที่กินคูถเป็นอาหาร เช่น ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขป่า และอื่นๆที่กินคูถเหมือนกัน เมื่อได้กลิ่นคูถแต่ไกล ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบไปด้วยหวังว่าจักกินเสียเดี๋ยวนั้น เปรียบเหมือนพวกพราหมณ์เดินไปตามกลิ่นเครื่องบูชาด้วยความตั้งใจว่า จะกินให้ได้เลย จะกินให้ได้เลย

๓) พวกที่เกิด แก่ และตายในที่มืด เช่น ตั๊กแตน มอด ไส้เดือน และอื่นๆที่อยู่มืดๆเหมือนกัน

๔) พวกที่เกิด แก่ และตายในน้ำ เช่น ปลา เต่า จระเข้ และอื่นๆที่อยู่ในน้ำเหมือนกัน

๕) พวกที่เกิด แก่ และตายในของโสโครก เช่น จำพวกที่อาศัยปลาเน่า จำพวกที่อาศัยในศพเน่า จำพวกที่อาศัยในขนมกุมมาสเก่า จำพวกที่อาศัยในน้ำครำ จำพวกที่อาศัยในหลุมโสโครก และอื่นๆที่อาศัยของโสโครกเหมือนกัน


  ติรัจฉานกถา [๑๘๒๓] สกวาที สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เทวดามีอยู่ในหมู่ดิรัจฉาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เทวโลกเป็นกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว
ส. แมลง ตั๊กแตน ยุง แมลงวัน งู แมลงป่อง ตะเข็บ ไส้เดือน มี
อยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๒๔] ป. สัตว์ดิรัจฉานไม่มีในหมู่เทวดา หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ช้างตัวประเสริฐ ชื่อ เอราวัณ ยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง มีอยู่ ในหมู่เทวดา มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า ช้างตัวประเสริฐ ชื่อเอราวัณ ยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า สัตว์ดิรัจฉาน มีอยู่ในหมู่เทวดา [๑๘๒๕] ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พวกผูกช้าง พวกผูกม้า พวกตะพุ่นหญ้า พวกหัวหน้างาน พวกทำ อาหารสัตว์ มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น สัตว์ดิรัจฉานก็ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ ติรัจฉานกถา จบ

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

สัตบุรุษ


สัตบุรุษ (อ่านว่า สัดบุหรุด) แปลว่า คนดี คนสงบ คนที่พร้อมมูลด้วยธรรม สัตบุรุษ หมายถึงคนที่มีคุณธรรม คนที่เป็นสัมมาทิฐิ คนที่ประพฤติธรรมเป็นปกติ สัตบุรุษ ในทางปฏิบัติคือคนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ไม่ปรึกษาอะไรที่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ไม่คิดอะไรเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น ไม่พูดอะไรเพือเบียดเบียนตนและผู้อื่น ไม่ทำอะไรเพือเบียดเบียนตนและผู้อื่น มีความเห็นชอบ เป็นสัมมาทิฐิ ให้ทานโดยความเคารพ ไม่ให้แบบทิ้งขว้าง http://th.wikipedia.org/wiki/สัตบุรุษ สัตตธรรมสูตร [๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ไม่นานนัก พึงกระทำ ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย นี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ เป็นผู้หลีกออกเร้น ๑ ปรารภความเพียร ๑ มี สติ ๑มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ไม่นานนัก พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ จบสูตรที่ ๗ http://etipitaka.com/read?keywords=สัตต&language=thai&number=82&volume=23# http://th.wikipedia.org/wiki/สัตบุรุษ

โมฆบุรุษ


  โมฆะบุรุษ แปลว่า บุคคลผู้ว่างเปล่า ไร้แก่นสาร ไม่ก่อประโยชน์ทั้งส่วนตนแลส่วนรวม  " ดูก่อนกัสสปะ อะไรอื่นเป็นต้นว่า ปฐวีธาตุ หาทำให้พระสัทธรรมเสื่อมได้ไม่  แต่สิ่งที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมก็คือ "โมฆะบุรุษ" ที่เกิดขึ้นในศาสนานี้นี่เอง " http://dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=7479